Go to Home page Thai version English version

หนี้ทางใจของนักเรียนทุน

คณิต ณ นคร คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้กล่าวหลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า

"การได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ถือเป็นโอกาสดีที่ผมจะตอบแทนประเทศอีกทางหนึ่ง เพราะผมเคยเป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเงินที่ส่งไปเรียนก็เป็นเงินจากภาษีประชาชน...ฯลฯ...ในระยะเวลาทำงานที่ยังเหลืออีกเพียง 9 เดือนข้างหน้านี้ผมจะทำงานอย่างเต็มที่ 100% ผมถือว่าในเวลา 9 เดือนข้างหน้าเป็นโอกาสที่ท้าทายผม เป็นโอกาสใช้หนี้ทางใจที่ผมเคยได้รับทุนจากเงินภาษีประชาชน เพราะเงินที่ส่งผมไปเรียนอาจจะใช้สร้างโรงพยาบาลเล็กๆ ได้แห่งหนึ่งเลยทีเดียว การทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ถือเป็นการทำงานเพื่อรับใช้สังคมตามภาระผูกพันทางใจจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดให้ดูเก๋ๆ แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ..."

คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ดังกล่าวคงจะสื่อความหมายสำหรับตนเอง แต่ผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นคำกล่าวที่น่าสนใจที่นักเรียนทุนทั้งหลายน่าจะได้นำมาคิดทบทวนด้วยไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนที่ใช้เงินภาษีของประชาชนหรือไม่ก็ตาม

เมื่อปี 2548 ผู้เขียนในฐานะที่เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เคยประชุมนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ทุกชั้นปีที่เป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาประเภทต่างๆ และผู้เขียนได้กล่าวกับนักศึกษาทุนทั้งหลายในวันนั้นความว่า

"การเป็นนักเรียนทุนนั้นต้องระลึกเสมอว่าเรามีหน้าที่ตามธรรมจรรยาที่นอกจากจะต้องหมั่นศึกษาเล่าเรียนแล้วยังต้องปฏิบัติตนให้สมกับเป็นนักเรียนทุนและให้สมกับที่จะเป็นนักกฎหมายในอนาคตด้วย"

คำว่า "หนี้ทางใจ" ของรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ คงจะตรงกับคำว่า "หน้าที่ตามธรรมจรรยา" ที่ผู้เขียนได้ใช้ในการอบรมนักศึกษาดังกล่าวมาแล้ว

นักเรียนไทยที่ได้รับทุนให้ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศโดยภาษีของประชาชนนั้น โดยทั่วไปจะถูกผูกมัดตามสัญญาที่ทำไว้กับสำนักงาน ก.พ. หรือกับหน่วยงานเจ้าของทุนว่าจะต้องกลับมาทำงานชดใช้ทุนตามจำนวนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญามิฉะนั้นแล้วจักต้องคืนเงินทุนและอาจจะต้องถูกปรับอีกต่างหาก

หนี้ตามสัญญาสำหรับนักเรียนทุนดังกล่าวเป็นหนี้ในกรณีทั่วๆ ไปซึ่งตามปกติเมื่อได้มีการใช้หนี้กันหมดแล้วก็เป็นอันหมดสิ้นกันไป ไม่มีอะไรติดค้างที่จะต้องมีต่อกันระหว่างนักเรียนทุนกับรัฐหรือกับหน่วยงานของรัฐอีก แต่รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เห็นว่าผู้ได้รับทุนจากเงินภาษีของประชาชนไม่ควรที่จะคิดเช่นนั้น

รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้ทำงานใช้หนี้ตามสัญญาจนหมดสิ้นแล้ว แต่ท่านก็ยังบอกว่าในฐานะที่ท่านเป็นนักเรียนทุนจากภาษีของประชาชนท่านยังใช้หนี้ไม่หมด เพราะท่านยังมี "หนี้ทางใจ" ที่จะต้องชำระต่อไปอีก ผู้เขียนจึงใคร่ขอเป็นกำลังใจในการชำระหนี้ของท่านในตำแหน่งดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผู้เขียนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลตามความต้องการของกรมอัยการหรือสำนักงานอัยการสูงสุดในปัจจุบันให้ไปศึกษากฎหมายเพิ่มเติม ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้เขียนได้ชำระหนี้ตามสัญญาที่ต้องทำงานที่สำนักงานอัยการสูงสุดจนครบถ้วนอย่างเต็มความสามารถ และแม้จะได้ทำงานใช้หนี้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาตามสัญญาแล้วผู้เขียนก็ได้ทำงานชำระหนี้ต่อไปอีกจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ

ความสำนึกในภาษีของประชาชนของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนมีอยู่และมีมาตลอดทำนองเดียวกับรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ และผู้เขียนได้แสดงออกซึ่งความสำนึกดังกล่าวสู่สาธารณชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ซึ่งเป็นระยะเวลาระหว่างการชำระหนี้ กล่าวคือ ผู้เขียนได้กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสงาน "สัปดาห์ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย" ว่า

"การที่ผมมีโอกาสได้เสนอแนวความคิดของกฎหมายอาญาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์นี้ผมรู้สึกเป็นสุขใจที่ได้สนองความต้องการของครูกฎหมายของผม และขณะเดียวกัน ผมคิดว่าการนำเสนอของผมคงจะตรงกับความต้องการของทางราชการที่ได้ส่งผมไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยภาษีของราษฎรอีกด้วย"

(ดู คณิต ณ นคร "โครงสร้างความผิดทางอาญาและข้อถกเถียงทางวิชาการเกี่ยวกับ Mens Rea" วารสารนิติศาสตร์ ฉบับที่ 3 ปีที่ 16 กันยายน 2529 หน้า 204-216)

ผู้เขียนมิได้เป็นอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยใดๆ ในขณะรับทุนอย่างเช่น รองศาตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ แต่ผู้เขียนก็โชคดีมากที่มีโอกาสตอบแทนภาษีของประชาชนได้ถึงสองทางในขณะเดียวกัน โดยงานที่ทำเพื่อเป็นการตอบแทนภาษีของประชาชนทั้งสองทางนั้นไม่มีการฝ่าฝืน "หลักการขัดกันของหน้าที่" (Incompatible Principle) แต่อย่างใดเลยด้วย กล่าวคือ ทางหนึ่งผู้เขียนได้ตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการ และอีกทางหนึ่งได้ตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นครูกฎหมาย

ในการตอบแทนภาษีของประชาชนในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการนั้น ผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนได้ทุ่มเทรับใช้งานของกระบวนการยุติธรรมที่กรมอัยการหรือสำนักงานอัยการสูงสุดจนเกษียณอายุราชการอย่างเต็มความรู้ความสามารถ

ในฐานะที่เป็นครูกฎหมายผู้เขียนก็คิดว่าผู้เขียนได้ทุ่มเทกับการถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์อย่างเต็มความรู้ความสามารถเช่นกัน ผู้เขียนได้ผลิตตำรากฎหมายและปรับปรุงตำรากฎหมายที่ได้ผลิตไว้แล้วนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นมาโดยตลอดเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่วงการนิติศาสตร์ของประเทศ และตำรากฎหมายที่ผู้เขียนได้ผลิตเล่มใหม่สุดคือตำรา "กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคการดำเนินคดี" พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิญญูชน กรกฎาคม 2548 และในคำนำของตำราเล่มนี้ผู้เขียนได้กล่าวเตือนสติตนเองไว้อีกว่า

"ผลงานวิชาการทั้งหลายของผู้เขียนที่ตีพิมพ์แล้วและที่จะตีพิมพ์ต่อไปนั้น ผู้เขียนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ตรงกับความต้องการของทางราชการที่ได้ส่งผู้เขียนไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีด้วยภาษีของราษฎร"

ขณะนี้ผู้เขียนกำลังผลิตตำรา "กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคบังคับคดี" อยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ตำราในส่วนของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งครบถ้วนสมบูรณ์ และถ้ายังมีกำลังวังชาก็จะผลิตตำรากฎหมายอื่นต่อไปอีก

ผู้เขียนคลุกคลีกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศมาโดยตลอด ผู้เขียนพบว่าปัญหาที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมปัญหาหนึ่งคือปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เหตุดังนั้น เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ผู้เขียนจึงได้ตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นในสำนักงานอัยการสูงสุด คือ "สถาบันกฎหมายอาญา" (รายละเอียดการก่อตั้ง ดู ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ "สถาบันกฎหมายอาญา : ปณิธานเพื่อการพัฒนากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม" บนเส้นทางแห่งหลักนิติธรรม หนังสือพิมพ์เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร โรงพิมพ์เดือนตุลา พ.ศ.2540 หน้า 139)

การตอบแทนภาษีของประชาชนโดยการปรับปรุงงานของสำนักงานอัยการสูงสุดและของกระบวนการยุติธรรมของประเทศของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนได้ทำไว้มากตามสมควร (ดู เป็นต้นว่า กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ "ความคิดทางกฎหมายของอาจารย์คณิต ณ นคร ในบริบทการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม" บนเส้นทางแห่งหลักนิติธรรม หน้า 113 และดู สัก กอแสงเรือง "บทบาทของ ศ.ดร.คณิต ณ นคร ในการผดุงความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากมุมมองของทนายความ" ในหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า 35)

ในฐานะพนักงานอัยการนั้น ผู้เขียนได้ "ชำระหนี้ทางใจ" ตอบแทนภาษีของประชาชนอย่างเต็มความรู้ความสามารถ แม้บางครั้งผู้เขียนต้องเสี่ยงภัยจากอำนาจทางการเมืองอย่างมากก็ตาม

ผู้เขียนเคยให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมืองที่ถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเล่นงานมาแล้ว แต่เมื่อผู้เขียนถูกสำนักงานอัยการสูงสุดจนฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายหนึ่งล้านบาทเศษ (รายละเอียดของเรื่องที่ถูกฟ้อง ดู คณิต ณ นคร เมื่ออดีตอัยการสูงสุดแพ้คดี โรงพิมพ์เดือนตุลา ธันวาคม 2545) นักการเมืองที่เคยถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเล่นงานที่ผู้เขียนเคยให้ความเป็นธรรมและได้เป็นรัฐบาลในเวลาต่อมาก็หาได้หยิบยื่นความเป็นธรรมใดๆ ให้แก่ผู้เขียนไม่

ผู้เขียนเคยเป็นคนสองอาชีพ คือ เป็นพนักงานอัยการ และเป็นครูกฎหมาย ปัจจุบันผู้เขียนพ้นจากอาชีพแรกไปแล้ว แต่ยังเป็นครูกฎหมายอยู่ และที่สำคัญผู้เขียนเป็นครูกฎหมายที่เป็นผู้สอนวิชา "หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" อีกด้วย

ผู้เขียนจำได้ว่าก่อนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านได้กล่าวถ้อยคำต่อสื่อมวลชนที่จับใจผู้เขียนในฐานะครูกฎหมายมากถ้อยคำหนึ่ง กล่าวคือ ท่านได้กล่าวความว่า

"ขณะนี้ผมทำงานด้านการศึกษาอยู่ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับวัยของผม"

ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรีที่จะนำถ้อยคำนี้มาใช้ในการทำหน้าที่ตอบแทนภาษีของประชาชนในทางการเป็นครูกฎหมายนี้ด้วย

เมื่อผู้เขียนพ้นจากราชการแล้วความคิดที่จะชำระ "หนี้ทางใจ" ในทิศทางการเมืองดังเช่นรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นั้น ผู้เขียนเคยเคลิ้มมาแล้วครั้งหนึ่งกับคุณทักษิณ ชินวัตร (ดู บทสัมภาษณ์ คณิต ณ นคร ในหนังสือ รู้ทันทักษิณ 4) และไม่คิดจะเคลิ้มไปกับใครอีกในอนาคต

เมื่อได้กล่าวถึงทุนที่มีข้อผูกมัดมาแล้วผู้เขียนก็เห็นสมควรจะได้กล่าวถึงทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ สำหรับนักกฎหมายประกอบด้วย เพราะผู้รับทุนประเภทนี้ก็ชอบที่จักต้องมีหนี้ทางใจไม่ต่างกัน

ทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ส่งคนไปศึกษาวิชากฎหมายในต่างประเทศที่สำคัญทุนหนึ่งคือ "ทุนรพีบุญนิธิ" ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับทุนอันมีเกียรตินี้ และท่านได้ตอบแทนแผ่นดินอย่างไรคงจะไม่ต้องกล่าวถึง

ทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ส่งคนไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ รวมทั้งวิชากฎหมายด้วย ที่สำคัญอีกทุนหนึ่ง "ทุนมูลนิธิทุนอานันทมหิดล" หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "ทุนอานันทมหิดล"

ทุนอานันทมหิดลนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ได้รับทุนนำความรู้มาพัฒนาประเทศไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เกี่ยวกับทุนนี้เราได้รับฟังกันทางวิทยุบ่อยๆ และเสียงของผู้ที่พูดเกี่ยวกับทุนอานันทมหิดลท่านหนึ่งน่าจะเป็นเสียงของนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา และเท่าที่ทราบ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ก็เป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล

นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ได้กล่าวทางวิทยุความว่าสำหรับการรับทุนอานันทมหิดลนั้น ก็ได้มีการนำเสนอในเรื่องสัญญาต่อในหลวงเช่นกัน แต่ในหลวงทรงรับสั่งว่าไม่ต้องมีสัญญาใดๆ การตัดสินใจเลือกผู้ใดของคณะกรรมการมูลนิธินั้นเป็นสัญญาอย่างยิ่งแล้ว

ความตามพระราชดำรัสดังกล่าวนี้นับเป็นมงคลและมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนทุนอานันทมหิดล ยิ่งเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลที่เป็นนักกฎหมายด้วยแล้วผู้เขียนคิดว่ายิ่งจะต้องตระหนักให้มาก เพราะกฎหมายเป็นวิชาชีพ ซึ่งวิชาชีพนั้นมีเป้าหมายที่การรับใช้สังคมส่วนรวมด้วย

ผู้เขียนได้ทำหน้าที่ครูกฎหมายในฐานะเป็นวิชาชีพมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 จนถึงปัจจุบัน และคงจะมีศิษย์ของผู้เขียนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับทุนให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศทั้งทุนที่มีสัญญาผูกมัดและทุนที่ไม่มีสัญญาผูกมัด และศิษย์เหล่านั้นก็คงจะสำเร็จการศึกษามาแล้วเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

การที่ผู้เขียนได้อบรมนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคณบดีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญสำหรับผู้เขียน เพราะในทัศนของผู้เขียนนั้น ภารกิจของครูกฎหมายมีทั้งการให้ความรู้และคุณธรรมแก่นักศึกษา

หนังสือ ธรรมนูญชีวิต ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงหลักที่อาจารย์พึงอนุเคราะห์ศิษย์ไว้ว่าอาจารย์ต้องถือหลักปฏิบัติต่อศิษย์ดังต่อไปนี้ คือ (1) แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี (2) สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง (3) สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง (4) ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ และ (5) สร้างเครื่องคุ้มภัยสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชาเลี้ยงชีพได้จริงและรู้จักดำรงตนด้วยดี ที่จะเป็นประกันให้ดำเนินชีวิตดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริญ

สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นครูกฎหมายนั้น ผู้เขียนคิดว่าผู้เขียนได้อนุเคราะห์ศิษย์ของผู้เขียนทุกคนตามหลักปฏิบัติดังกล่าวอย่างครบถ้วน

"หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" เป็นวิชาที่เปิดสอนครั้งแรกในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเดิมสอนโดย ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ แต่ปัจจุบันได้แบ่งการเรียนการสอนออกเป็นหลายส่วน กล่าวคือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลักวิชาชีพกฎหมาย หลักวิชาชีพตุลาการ หลักวิชาชีพอัยการ และวิชาชีพทนายความ

ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบเป็นคณบดีนั้น ในการเรียนการสอนวิชาดังกล่าวนี้นอกจากการบรรยายของผู้บรรยายทั้งหลายในส่วนต่างๆ แล้ว ผู้เขียนยังได้มอบหมายให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มกันทำรายงานเกี่ยวกับวิชาชีพตุลาการ อัยการ ทนายความ และรวมถึงวิชาชีพครูกฎหมายด้วย แล้วให้มีการนำเสนอและอภิปรายร่วมกันระหว่างนักศึกษากับผู้เขียนและอาจารย์ผู้สอนอื่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันมิให้นักศึกษากฎหมายในวันนี้เป็นนักกฎหมายที่ถูกตั้งรังเกียจจากสังคมในอนาคต

ผู้เขียนต้องขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ที่ได้จุดประกายในเรื่อง "หนี้ทางใจ" กับนักเรียนทุนขึ้นจนทำให้ผู้เขียนต้องขยายความด้วยบทความนี้ และผู้เขียนจะได้ใช้บทความนี้ควบคู่กับบทความเรื่อง "ทนายความกับลูกความ" ที่ผู้เขียนได้เขียนลงพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ประจำวันที่ 26 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2550 ประกอบในการเรียนการสอน "หลักวิชาชีพนักกฎหมาย" ต่อไป

บทความนี้เขียนจบนานแล้วและจบลงด้วยความในย่อหน้าสุดท้าย ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจเพียงแต่จะนำไปตีพิมพ์ในหนังสือปฐมนิเทศน์นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เท่านั้น เพราะเป็นข้อเขียนที่ดูจะเป็นการยกย่องตนเองอยู่มากจึงไม่เหมาะที่จะออกสู่สาธารณชนทั่วไป แต่ขณะนี้ข่าวเกี่ยวกับทนายความกับจรรยาบรรณหรือหลักวิชาชีพทนายความยังสับสนอยู่มาก (ดู คำสัมภาษณ์ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2550)

ทั้งๆ ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความ "ทนายความกับลูกความ" อันเป็นบทความที่เกี่ยวกับหลักวิชาชีพทนายความและเป็นที่ทราบดีของสภาทนายความมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากสภาทนายความ กรณีจึงเห็นจะต้องขอเสียมารยาทที่จะตีแผ่บทความนี้เพื่อให้สาธารณชนและสภาทนายความได้รับทราบในคราวเดียวกันด้วย เพราะสภาทนายความนั้นเป็นองค์กรที่สร้างขึ้นให้มีการปกครองกันเองเพื่อยังความเป็นอิสระแห่งวิชาชีพทนายความ

เหตุดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าสภาทนายความชอบที่จะได้แสดงท่าทีต่อความสับสนเกี่ยวกับวิชาชีพทนายความให้ปรากฏแก่สาธารณชนตามสมควร เพื่อให้ "การปกครองกันเอง" มีความเป็นรูปธรรมเพื่อยังความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชนต่อวิชาชีพทนายความ

 

กระทู้ล่าสุด
ยินดีต้อนรับสู้เว็บไซต์สำนักงานผู้ดูแลนักเรียน ในประเทศอังกฤษ (สนร.)
ขอต้อนรับสู่เว็บไซต์ของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียน ในประเทศอังกฤษ (สนร.)
 
© สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ (สนร.)
Office of Educational Affairs (OEA)
The Royal Thai Embassy, London : Tel +44 (0) 20 7584-4538
Last modified : 24/08/2010